Abstract
โครงการศึกษาวิเคราะห์ ทบทวนกฎ ระเบียบ ประกาศ ข้อบังคับ ที่เกี่ยวกับการอนุญาต และการดำเนินการอื่นนอกเหนือจากการอนุญาต เพื่อลดขั้นตอนหรือการดำเนินการที่ไม่จำเป็นหรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจในตลาดทุนไทย เล่มที่ 1: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
รายงานฉบับนี้สรุปผลการทบทวนประเด็นปัญหาจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพบปัญหาและอุปสรรคด้านกฎเกณฑ์ที่ขัดขวางการพัฒนาตลาดทุนไทย โดยแบ่งออกเป็น 7 กลุ่มหลัก ดังนี้
- การกำกับดูแลที่เข้มงวดเกินความเสี่ยง (Over Regulate) เช่น ห้ามซื้อขาย Investment Token ในตลาดรอง ทั้งที่นักลงทุนยอมรับความเสี่ยงได้ ซึ่งจำกัดนวัตกรรมใหม่ ๆ
- การกำกับดูแลที่ไม่เท่าเทียม เช่น การจดทะเบียน IPO ต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเข้มงวด แต่การเข้าสู่ตลาดผ่าน Backdoor Listing กลับผ่อนคลายมากกว่า เสี่ยงต่อการหลีกเลี่ยงกฎระเบียบ
- กฎเกณฑ์ล้าสมัย บางข้อบังคับไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมนักลงทุนยุคใหม่ เช่น การห้ามผู้เยาว์เปิดบัญชีซื้อขายเอง แม้จะมีความรู้และเทคโนโลยีช่วยลงทุนได้อย่างปลอดภัย
- กฎไม่ชัดเจนหรือไม่ครอบคลุม ข้อกฎหมายบางประการยังคลุมเครือ เช่น สถานะของตลาดหลักทรัพย์ไทย หรือแนวทางรองรับธุรกิจ FinTech
- การกำกับดูแลซ้ำซ้อน ภาคธุรกิจต้องรายงานข้อมูลซ้ำซ้อนกับหลายหน่วยงาน เช่น ก.ล.ต. และ ธปท. ทำให้เกิดความล่าช้าและเพิ่มต้นทุน
- ขาดกฎเกณฑ์ในบางเรื่อง เช่น การบริหารเงินปันผลคงค้าง หรือการซื้อขายหุ้นต่างประเทศผ่านโบรกเกอร์ไทย ที่ยังไม่มีกฎชัดเจนรองรับ
- บทลงโทษไม่สมดุล โทษบางอย่างสูงเกินไปจนภาคธุรกิจไม่กล้าเสี่ยง ขณะที่บางกรณีกลับมีช่องโหว่ให้หลีกเลี่ยงได้โดยไม่ถูกลงโทษ
Research Bites
เงินปันผลคงค้าง” ปัญหาสะสม... ใครต้องรับภาระ?
“เงินปันผล” คือผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นได้รับจากการลงทุนในบริษัทจดทะเบียน เป็นสิทธิที่ชอบธรรมของผู้ลงทุน ซึ่งสะท้อนทั้งความมั่นคงทางการเงินของบริษัทและความคุ้มค่าในการถือครองหุ้นในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ในระบบตลาดทุนไทยกลับมีเงินปันผลจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ถูกจ่ายถึงมือผู้ถือหุ้น ทั้งที่ได้มีการประกาศจ่ายไปแล้ว ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “เงินปันผลคงค้าง” (Unclaimed Dividends) อันเนื่องมาจากไม่สามารถติดตามผู้รับเงินได้
สาเหตุของเงินปันผลคงค้าง ปัญหานี้มีรากเหง้ามาจากหลายปัจจัย อาทิ การที่ผู้ถือหุ้นไม่ได้แจ้งอัปเดตข้อมูลบัญชีธนาคารต่อบริษัทจดทะเบียน หรือเปลี่ยนที่อยู่โดยไม่แจ้งให้บริษัทจดทะเบียนทราบ รวมถึงกรณีที่ผู้ถือหุ้นเสียชีวิตและไม่มีผู้รับมรดกกลับมาแสดงสิทธิ นอกจากนี้ การเลือกวิธีรับเงินปันผลแบบเช็คมีความเสี่ยงสูงต่อการตกหล่น แม้ระบบ e-Dividend จะถูกพัฒนาและรณรงค์ใช้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ยังคงมีผู้ลงทุนจำนวนหนึ่งที่ยังใช้วิธีการรับเงินปันผลผ่านช่องทางเก่า เช่น เช็คหรือตั๋วแลกเงิน ซึ่งมีโอกาสตกค้างได้ง่ายกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบที่ตามมา เงินปันผลคงค้างไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อผู้ถือหุ้นที่ไม่ได้รับเงินเท่านั้น หากแต่ยังสร้างภาระต่อบริษัทจดทะเบียนในการบริหารจัดการเงินที่ไม่สามารถเบิกจ่ายออกไปได้ ต้องแบกรับต้นทุนทางบัญชีใน การเก็บรักษาเอกสาร การตรวจสอบภายใน และความเสี่ยงด้านกฎหมายในระยะยาว นอกจากนี้ ยังส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพโดยรวมของระบบตลาดทุน เพราะเงินจำนวนมากถูกกักไว้ในลักษณะ “ทรัพย์จม” (Idle Resources) ไม่สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นการสูญเสียโอกาสทางการเงินทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค
รายงานการศึกษาดังกล่าวได้ให้ข้อเสนอเชิงนโยบายในการปรับระบบเพื่อปลดล็อกปัญหาดังกล่าว ดังนี้
- กำหนดนิยามทางกฎหมายของ “เงินปันผลคงค้าง” อย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถดำเนินการจัดการได้ตามขั้นตอนที่เป็นทางการ
- หากไม่สามารถติดต่อผู้ลงทุนได้ภายใน 10 ปี ให้โอนเงินปันผลคงค้างจากบริษัทจดทะเบียนไปยังหน่วยงานกลางเพื่อทำหน้าที่ดูแลและบริหารจัดการเงินประเภทนี้อย่างเหมาะสม ซึ่งอาจอยู่ภายใต้ตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือองค์กรกลางที่มีอำนาจตามกฎหมาย
- เพิ่มอำนาจหน่วยงานที่บริหารจัดการเงินปันผลคงค้างให้สามารถนำเงินดังกล่าวไปลงทุนได้
- ปรับปรุงประสิทธิภาพการโอนเงินปันผล โดยพิจารณายกเลิกทางเลือกสั่งจ่ายเช็คหรือดราฟท์ และสั่งจ่ายเงินปันผลผ่านช่องทาง e-Dividend เพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอเหล่านี้คาดว่าจะช่วยประหยัดต้นทุนในการบริหารจัดการให้แก่บริษัทจดทะเบียนได้ปีละไม่ต่ำกว่า 1.6 ล้านบาท และลดความซับซ้อนในการจัดทำบัญชี ตลอดจนเพิ่มความโปร่งใสให้กับระบบการจ่ายเงินปันผลโดยรวม
แม้เงินปันผลคงค้างจะดูเป็นปัญหาสำหรับคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ก็สะท้อนถึงความไม่สมบูรณ์ของระบบตลาดทุนไทยในภาพรวม ดังนั้น การปรับปรุงระบบจัดการเงินปันผลคงค้างที่เหมาะสม นอกจากจะอำนวยความสะดวกให้แก่บริษัทจดทะเบียนหรือหน่วยงานกำกับดูแลแล้ว ยังช่วยเพิ่ม “ความเป็นธรรม” ให้กับผู้ลงทุน และ “ความมั่นคง” ต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย








