Home > Publication & Database

CMRI Publication

เอกสารเผยแพร่

โครงการการยกระดับการออมผ่านช่องทางตลาดทุน: รายงานประจำปี การดำเนินโครงการในช่วงที่ 1 ปีที่ 1

Somchai Jitsuchon, Ph.D.

03 Feb 2025
SHARE

Abstract

ในรายงานฉบับนี้ คณะผู้วิจัย ได้ทำการศึกษา เส้นทางการลงทุน (Investment Journey) ซึ่งประกอบด้วย จุดเปลี่ยนสำคัญ (Turning Points) หรือเหตุการณ์ที่เปลี่ยนให้ประชาชนที่ห่างไกลตลาดทุน เข้าใกล้การเป็นนักลงทุนโดยมี จุดเปลี่ยนสำคัญ 5 จุด ได้แก่ (1) สนใจลงทุน (2) มีเงินออม (3) ศึกษาและเลือกสินทรัพย์ลงทุน (4) เกิดการลงทุน และ (5) ออกจากตลาดทุน การพิจารณาเส้นทางลงทุนช่วยให้สามารถระบุกลุ่มประชาชนที่เดินทางถึงแต่ละจุดเปลี่ยนได้ โดยทำการแบ่งกลุ่มคนเป็น บุคคลจำลอง (Persona) ทั้งหมด 6 ประเภท ได้แก่ 

          (ก) คนที่ไม่มีเงินลงทุน และไม่สนใจลงทุน (มีสัดส่วน 4% จากทั้งหมด)

          (ข) คนที่ไม่มีเงินลงทุน แต่สนใจลงทุน (มีสัดส่วน 7% จากทั้งหมด)

          (ค) คนมีเงินลงทุน แต่ไม่สนใจลงทุน (มีสัดส่วน 41% จากทั้งหมด)

          (ง) คนมีเงิน แต่ไม่รู้จะลงทุนอย่างไร (มีสัดส่วน 45% จากทั้งหมด)

          (จ) ผู้ลงทุนอยู่ แต่ไม่ถูกต้องครบถ้วน (มีสัดส่วน 1% จากทั้งหมด)

          (ฉ) นักลงทุนประจำ (มีสัดส่วน 2% จากทั้งหมด)

ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาที่ผู้ลงทุนและไม่ลงทุนเผชิญอยู่แตกต่างกัน โดยปัญหาที่ผู้ไม่ลงทุนเผชิญอยู่ ประกอบด้วย 2 ปัญหาได้แก่ “การห่างไกลตลาดทุน” และ “การเผชิญข้อจำกัด ด้านความรู้ หรือเงินทุน” ในขณะที่ปัญหาที่ปัญหาที่ผู้ลงทุนรายย่อยเผชิญ เป็นปัญหาของ “การเป็นรอง” แก่นักลงทุนรายใหญ่ ในสี่ประการ ได้แก่ อำนาจต่อรอง เงินทุน ความรู้ และโอกาส หนึ่งในปัญหาที่ประชาชนสองกลุ่มนี้เผชิญร่วมกัน คือ การขาดการเรียนการสอนความรู้ทางการเงินและการลงทุนที่เหมาะสมกับช่วงวัยในสถานศึกษา การขาดผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ และการเข้าไม่ถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ทั้งข้อมูลเพื่อเข้าถึงการเปิดบัญชีลงทุนต่าง ๆ หรือบริการ และข้อมูลสำหรับการติดตามข้อมูลประกอบการลงทุน นอกจากนี้ ในกลุ่มของผู้ลงทุน การขาดความเชื่อมั่น เป็นปัจจัยอีกปัจจัยที่บั่นทอนให้ปัญหาที่นักลงทุนรายย่อยเผชิญอยู่ทวีความรุนแรงขึ้น

งานศึกษาชิ้นนี้จึงได้นำเสนอมาตรการในการยกระดับการออมผ่านช่องทางตลาดทุน ทั้งสิ้น 18 มาตรการ โดยแบ่ง 3 กลุ่ม ได้แก่ (1) การยกระดับรูปแบบการให้ความรู้ทางการเงิน (2) ขยายผลิตภัณฑ์ ปรับตลาด ตอบความต้องการประชาชน (3) เพิ่มการสื่อสาร เสริมความเชื่อมั่น ของหน่วยงานกำกับดูแล 18 มาตรการ เพื่อส่งเสริมการออมผ่านช่องทางตลาดทุน พร้อมคำอธิบายโดยสังเขป โดยผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดได้ในรายงานฉบับนี้


Research Bites ตอนที่ 1: ตลาดทุนไทยไม่ไกลตัวอีกต่อไป: เปิดปมความท้าทายและทางออกเพื่ออนาคต

ตลาดทุนไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ลงทุนที่ยังไม่ตอบโจทย์ผู้ลงทุนยุคใหม่ การเข้าถึงข้อมูลที่ซับซ้อน พฤติกรรมและความรู้ทางการเงินของผู้ลงทุนที่ยังไม่เพียงพอ ตลอดจนข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจ–สังคมที่เปลี่ยนไป ความท้าทายเหล่านี้รวมกันส่งผลให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยยังรู้สึก “ไกลตัว” หรือ “ไม่มั่นใจ” กับตลาดทุน ถึงแม้ตลาดทุนจะเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการสร้างความมั่งคั่งระยะยาวก็ตาม

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ ผลิตภัณฑ์การลงทุนยังไม่หลากหลายพอ โดยเฉพาะในสินทรัพย์รูปแบบใหม่ เช่น ดิจิทัลโทเคน ซึ่งแม้จะมีศักยภาพในการเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนรายย่อยเข้าถึงการลงทุนรูปแบบใหม่ แต่ไทยมีโครงการ ICO เกิดขึ้นเพียงไม่กี่โครงการในรอบหลายปี ส่วนหนึ่งมาจากกฎระเบียบที่ต้องใช้เวลาพิจารณานานและข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี เช่น การใช้ private blockchain ที่สร้างต้นทุนและความเสี่ยงสูง นอกจากนี้ ผู้ลงทุนยังเจอเรื่องภาษีและขั้นตอนกำกับดูแลหลายชั้น ทำให้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลยังเติบโตได้ไม่เต็มที่ และผู้ลงทุนยังไม่มั่นใจมากนัก

ขณะเดียวกัน ผู้ลงทุนรุ่นใหม่กลับสนใจลงทุนใน “อุตสาหกรรมใหม่” หรือธุรกิจเทคโนโลยีมากขึ้น แต่บริษัทประเภทนี้ยังมีจำนวนไม่มากในตลาดไทย แม้ว่าตลาด LiVE Exchange จะถูกตั้งขึ้นเพื่อช่วย SME และ startup ระดมทุน แต่ก็ยังมีบริษัทจดทะเบียนเพียงจำนวนจำกัด และเปิดให้เฉพาะผู้ลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญสูง ทำให้ผู้ลงทุนทั่วไปยังเข้าไม่ถึงโอกาสของธุรกิจยุคใหม่ จึงไม่น่าแปลกที่ผู้ลงทุนจำนวนมากเลือกลงทุนต่างประเทศแทน เพราะมีตัวเลือกทันสมัยกว่า

ในมิติของ การลงทุนด้านความยั่งยืน (ESG) แม้มีความสนใจเพิ่มขึ้นทั่วโลก แต่ในไทยยังพบว่าสัดส่วนสินทรัพย์ ESG ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และกองทุนรวมยังมีน้อยมาก เทียบกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินทั้งหมด ปัญหาหลักคือการเปิดเผยข้อมูล ESG ที่ยังไม่ครบถ้วน ขาดนักวิเคราะห์ที่เชี่ยวชาญ และไม่มีมาตรฐานเดียวกัน ทำให้ผู้ลงทุนและผู้จัดการกองทุนยังใช้ข้อมูลได้ไม่เต็มที่ จึงเกิดผลิตภัณฑ์ ESG น้อยกว่าที่ควรจะเป็น

กด้านหนึ่งที่ท้าทายไม่แพ้กันคือ การเข้าถึงข้อมูลและคำแนะนำด้านการลงทุน แม้ปัจจุบันผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของหน่วยงานกำกับดูแลและแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น แต่ข้อมูลจำนวนมากยัง “กระจัดกระจาย อ่านยาก และไม่ได้อยู่ในรูปที่ระบบคอมพิวเตอร์สามารถนำไปใช้วิเคราะห์ต่อได้” ผู้ลงทุนรายย่อยจึงยังต้องพึ่งพาข้อมูลจากโซเชียลมีเดียหรือเว็บบอร์ด ซึ่งอาจไม่มีความถูกต้องเพียงพอ และนำไปสู่การตัดสินใจผิดพลาดได้ นอกจากนี้ แม้จะมีผู้ให้คำแนะนำอย่างผู้แนะนำการลงทุน (IC) หรือที่ปรึกษา แต่คนรุ่นใหม่จำนวนมากกลับไม่ใช้บริการ เพราะเชื่อว่าตนเองหาข้อมูลออนไลน์ได้ หรือรู้สึกว่าคำแนะนำยังมีอคติจากโครงสร้างค่าตอบแทนของบริษัทหลักทรัพย์ ทำให้ความเชื่อมั่นลดลงไปอีก

ด้านผู้ลงทุนเองยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น ความรู้ทางการเงินพื้นฐานที่ยังไม่แข็งแรง โดยเฉพาะเรื่อง “ดอกเบี้ยทบต้น ค่าธรรมเนียม และการประเมินความเสี่ยง” ซึ่งล้วนเป็นหัวใจสำคัญในการลงทุน นอกจากนี้ ผู้ลงทุนยังมีอคติทางพฤติกรรมที่ทำให้ตัดสินใจผิดพลาดได้ เช่น การถือสินทรัพย์ที่ขาดทุนนานเกินไป (เพราะกลัวขาดทุนจริง) หรือรีบขายสินทรัพย์ทำกำไรเร็วเกินไป รวมถึงการทำตามกระแสของคนรอบข้าง (herding behavior) โดยไม่ประเมินข้อมูลรอบด้าน ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้ลงทุนจำนวนมากไม่สามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่มั่นใจที่จะเข้าร่วมตลาดทุน

ในระดับกฎระเบียบ แม้ว่าจะมีการปรับปรุงหลายด้าน แต่ยังพบข้อจำกัด เช่น ขั้นตอนการยืนยันตัวตน (KYC) ที่ต้องทำซ้ำทุกครั้งที่เปิดบัญชีใหม่ ทำให้บริษัทตัวกลางมีต้นทุนสูง และไม่จูงใจในการดึงลูกค้ารายย่อย นอกจากนี้ การดำเนินคดีแบบกลุ่ม (class action) ที่ควรช่วยผู้เสียหายในตลาดทุนกลับยังเกิดขึ้นได้ยาก เพราะกฎหมายและกระบวนการยังไม่เอื้อ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนลดลง โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุการณ์ใหญ่ เช่น คดีหุ้นกู้ STARK ที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสและการกำกับดูแลตลาดทุนไทย

ในภาพใหญ่ ตลาดทุนไทยยังได้รับผลกระทบจาก เศรษฐกิจที่เติบโตช้า และโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังพึ่งพาอุตสาหกรรมเก่า ทำให้ตลาดทุนไม่ดึงดูดเท่าประเทศเกิดใหม่อื่น เช่น เวียดนามหรืออินโดนีเซีย ในขณะเดียวกันปัญหาทางสังคม เช่น ความเหลื่อมล้ำและสังคมสูงวัย ทำให้หลายครัวเรือน “ไม่มีความสามารถรับความเสี่ยง” จึงไม่กล้าลงทุน ส่วนเทคโนโลยี แม้จะเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนรายย่อยเข้าถึงตลาดทุนง่ายขึ้น ทั้งผ่านอินเทอร์เน็ต แพลตฟอร์มซื้อขาย และ AI วิเคราะห์ข้อมูล แต่ก็อาจสร้างความเหลื่อมล้ำใหม่ หากผู้ลงทุนบางกลุ่มเข้าถึงเทคโนโลยีได้ไม่เท่ากัน

เมื่อมองภาพรวม ตลาดทุนไทยยังมีศักยภาพในการพัฒนาอีกมาก แต่ต้องเผชิญความท้าทายจากทุกมิติ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่หลากหลาย การเข้าถึงข้อมูลที่ยังไม่สะดวก ความรู้และพฤติกรรมของผู้ลงทุนที่ยังไม่แข็งแรง ความเชื่อมั่นที่ถูกกระทบจากเหตุการณ์ในตลาดทุน ตลอดจนข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและโครงสร้างเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม หากทุกฝ่ายร่วมกันพัฒนา ทั้งในด้านข้อมูล เครื่องมือ กฎหมาย และการเสริมสร้างความรู้ทางการเงิน ตลาดทุนไทยก็มีโอกาสที่จะเป็นพื้นที่ที่ทุกคน—ไม่ว่าจะรายใหญ่หรือรายย่อย—สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม มั่นใจ และปลอดภัยยิ่งขึ้น